evolution-of-engineering
ถ้าเรามองย้อนถึงการประดิษฐ์เครื่องมือที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจะพบว่า
ราว 2 ล้านปีก่อนคริสตกาล H มนุษย์ประดิษฐ์เครื่องมือจากหินได้
ไม่ถึง 200 ปีก่อนหน้านี้ มนุษย์สร้างเครื่องจักรไอน้ำที่ทำให้เกิดยุคอุตสาหกรรมขึ้น
แค่เพียงไม่ถึง 50 ปีที่ผ่านมา เราเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์เทคโนโลยี ที่เปลี่ยนโลกใบนี้ไปอย่างสิ้นเชิง
และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังปี 2019 ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีคิด การเรียน การสอน การทำงานของมนุษยชาติอีกครั้ง และการเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลกระทบ(Impact) ที่สูง และใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่าที่ผ่านมามากๆ ก็คือ เทคโนโลยีของปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence)
AI(Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องด้วยประสิทธิภาพที่มากยิ่งขึ้นของชิปประมวลผล(CPU) และอัตราการก้าวกระโดดจะยิ่งสูงยิ่งขึ้น เมื่อเราเข้าสู่ยุคของควอนตัมคอมพิวเตอร์(Quantum computer) ที่ประสิทธิภาพของควอนตัมคอมพิวเตอร์นั้นสูงกว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันถึงหลายพันเท่า หรือมากกว่านั้น!!!
เคยบ้างไหมครับที่ไปหาหมอ เห็นคนนั้นบอกว่าหมอคนนี้เก่ง คนนั้นเก่ง พอไปเจอ หมอกลับพูดกับเราไม่ค่อยเข้าใจ ใช้ศัพท์ หรือวิธีการพูดที่มนุษย์โลกเค้าไม่ใช้กัน แต่หมอเค้าก็รักษาเราหายได้จริงๆ
หมอคนเดียวกัน หลังตรวจคนไข้ ก็ไปสอนนักเรียนแพทย์ต่อ ไม่ว่าเคสจะยากแค่ไหน อาจารย์หมอคนนี้ก็รักษาให้ดีขึ้น หรือหายได้เป็นส่วนใหญ่ แต่นักเรียนกลับรู้สึกว่า อาจารย์เก่งนะ แต่อาจารย์พูดอะไรที่พวกผม หนู ฟังเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยเข้าใจเลย …
นั่นเพราะอาจารย์หมอคนนี้มีแต่ทักษะเฉพาะทางที่ดีเยี่ยม เราเรียกทักษะเฉพาะทางเหล่านี้ว่า “Hard skills”

Hard Skills

เป็นทักษะ(หมายความว่า ฝึกได้ เก่งขึ้น ดีขึ้นได้ ถ้าได้รับการฝึก) แต่ละวิชาชีพ ก็มีทักษะนี้ที่แตกต่างกันออกไป หมอก็ต้องฝึกแบบหมอ วิศวะ สถาปัตย์ ก็มีทักษะเฉพาะทางที่ต่างกันออกไป
ถามว่าแล้ว Hard skills นี้ดีไหม…แน่นอนว่า ดีครับ ถ้าผู้เชี่ยวชาญ แต่ทักษะนี้ไม่แข็งแรง แย่แน่ๆ แต่การมีแค่ทักษะนี้ ไม่พอเพียงสำหรับลูกของคุณในยุคนี้ และยุคหน้าที่กำลังมาถึงเสียแล้ว
เพราะอะไร???
เพราะทักษะต่างๆเหล่านี้ ต้องใช้เวลาในการฝึก และหลายๆทักษะในหลายๆสาขา เป็นทักษะที่มีรูปแบบตายตัว ทำซ้ำๆเดิม ดังนั้น หุ่นยนต์(Robots) และปัญญาประดิษฐ์(AI) ย่อมสามารถสอดแทรกเข้ามาในช่องว่างที่มีอยู่ในทักษะต่างๆเหล่านี้ได้ง่าย และมันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ล่าสุด มีการทดสอบในการอ่านฟิล์มสแกนสมองของคนไข้ โดยให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้ผ่านการฝึกมาอย่างยาวนาน มีประสบการณ์อย่างมาก ทำการแข่งขันกับ AI

“Chinese AI Beats Human Doctors In Diagnosing Brain Tumours”

ผลปรากฏว่า AI ชนะแพทย์ทั้งในแง่ความแม่นยำในการวินิจฉัย และความเร็ว!!!
และยิ่งไปกว่านั้น Hard skills จะกลายเป็นของที่ไร้ค่า ไม่มีประโยชน์อันใดเลย เมื่อเจ้าของทักษะนั้นไปเจอสถานการณ์ หรืองานที่แตกต่างออกไป
อย่าคาดหวังเกินไปว่า หมอสมองที่เก่งกาจ จะเข้าใจในเรื่องที่หมอที่เชี่ยวชาญด้านไตพูดอะไรออกมา
หมอผ่าสมองที่เก่งหลายๆคน ซ่อมท่อประปาที่รั่วไม่เป็น ยางรถแบน ก็ยังถอดล้อไม่เป็นเลย
คนเราส่วนใหญ่ เมื่อเห็นคนๆหนึ่ง เก่งมากๆ มีความรู้ ทักษะที่เยี่ยมยอดในเรื่องหนึ่ง ก็มักจะเลยเถิดคิดไปว่า คนนั้นจะเก่งในเรื่องอื่นๆไปด้วย
เราเรียก อคติ แบบนี้ว่า Halo effect
หมอที่เก่งหลายคน อยากมี Passive income เลยไปลงทุนในหุ้น ผลปรากฏว่า กลายสภาพจากหมอไปเป็นเม่า !!!
อันนี้คือ อันตรายของคนที่เข้าใจ และภูมิใจแต่กับ Hard skills ที่ตัวเองมีอยู่
คิดว่าจะสามารถนำพาตัวเองให้ไปสู่ในจุดที่เยี่ยมยอดได้
ซึ่งน้อยคนมากที่จะเป็นหมอเฉพาะทางที่เก่งลำดับต้นๆของประเทศ หาได้จริงๆ ก็ไม่ถึง 5 คน
ง่ายๆ ลองให้คนไข้ส่วนใหญ่ นึกถึงหมอเฉพาะทางแต่ละด้านออกมา ไม่ว่า หมอสมอง หัวใจ บลาๆๆๆ รับรอง แต่ละสาขา นึกได้ไม่ถึง 3 คน
ดังนั้นการที่เราจะก้าวไปสู่จุดเยี่ยมยอดของชีวิต และการงาน โดยคาดหวังจากการพึ่งพาแต่ Hard skills แต่เพียงอย่างเดียว รับรองได้ว่า จอดสนิท
ยิ่งเราเข้ามาในยุคดิจิตอลที่ งานของเรา ทักษะของเรา กำลังจะถูกเทคโนโลยีเข้า Disrupted ได้อย่างง่ายดายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของโลกมนุษย์ใบนี้
อย่าหวัง และพึ่งพาแต่ Hard skills…
hard-vs-soft-skills

Soft Skills คือคำตอบ???

Soft skills คือทักษะที่ยืดหยุ่นกว่า Hard skills เพราะเมื่อเรามีทักษะนี้แล้ว เราจะสามารถนำไปปรับใช้ได้กับงานหลากหลายประเภท รวมไปถึงในการใช้ชีวิตประจำวัน
และเป็นทักษะที่เด็กยุคนี้ และยุคหน้าต้องมี
ทักษะนี้มีหลากหลาย เช่น
  1. การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลที่เป็นระบบ(Critical thinking skill)
  2. ทักษะการจูงใจให้เห็นจริง(Persuasive skill)
  3. ทักษะการเข้าสังคม(Social skill) เป็นต้น
  4. ทักษะการจัดการด้านเทคโนโลยี(Technological management skill)
  5. ทักษะการคิดสร้างสรรค์(Creativity skill)
  1. การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลที่เป็นระบบ(Critical thinking skill)

Screen Shot 2561-10-29 at 10.34.02
ถ้าเด็กคนไหนมีทักษะในการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เมื่อเค้าเปลี่ยนงาน หรือเจอเหตุการณ์ที่ไม่เคยเจอ และไม่ได้เป็นความเชี่ยวชาญที่เค้ามีอยู่เดิม(Hard skill) แต่เค้าก็ยังสามารถที่จะหาที่มาของปัญหา และทางออกได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
อาจเรียกได้ว่า เอาตัวรอดในสถานการณ์ที่ยาก และไม่เคยเจอได้เก่ง
ตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่น อาจารย์ทางด้านประสาทวิทยาท่านนึงของผม ท่านเป็นผู้ที่คิดได้อย่างเป็นระบบมาก เวลาเข้าประชุมเคสที่ผู้ป่วยมีปัญหาหลากหลายระบบ ท่านสามารถที่จะตั้งประเด็นคำถามของแผนกอื่นที่ท่านไม่ได้เชี่ยวชาญโดยตรง และคำถามนั้นกลับทำให้อาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านนั้นอึ้งไปได้เลยทีเดียว
อีกท่านที่เป็นแบบอย่างในการคิดวิเคราะห์ได้อย่างดีเยี่ยม เป็นอาจารย์ด้านธุรกิจของผม คือ รศ.ดร. นิธิศ ทับสุขุม
ผู้ที่มีทักษะนี้ จะมีโอกาสได้ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงมากกว่า เพราะสามารถที่จะมองมุมกว้าง และลึกได้อย่างที่น้อยคนจะทำได้
แล้วเราจะฝึกทักษะนี้ได้อย่างไร???
  1. Ask Basic Questions

“The world is complicated. But does every problem require a complicated solution?”
– Stephen J. Dubner
เมื่อเราเจอปัญหาที่ต้องขบคิด หลายๆครั้งการถามคำถามง่ายๆ ก็นำไปสู่คำตอบที่มหัศจรรย์ เช่น
 – เรารู้อะไรมาก่อนบ้างแล้ว(What do you already know?)
– แล้วเรารู้เรื่องเหล่านั้นมาได้อย่างไร(How do you know that?)
– เรากำลังจะพิสูจน์ ลบล้าง หรือวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องอะไรกันแน่(What are you trying to prove, disprove, demonstrated, critique, etc.?)
– เรามองข้ามอะไรไปหรือเปล่า(What are you overlooking?)

   2. Question Basic Assumptions

ให้หมั่นถามตัวเองว่า สิ่งที่หลายๆคนเชื่อมาโดยตลอดนั้น ถูกต้องจริงหรือ และมีข้อจำกัดในความเชื่อเหล่านั้นบ้างหรือไม่ รวมไปถึง แล้วเราจำเป็นต้องทำตามความเชื่อเหล่านั้นในทุกกรณีหรือไม่
ยกตัวอย่างเช่น “คำกล่าวที่ว่าโลกกลม”
คงไม่มีใครในตอนนี้ที่สงสัยในเรื่องเหล่านี้แล้ว แต่ เราเคยย้อนถามกับตัวเราเองบ้างหรือไม่ว่า แล้วเราต้องใช้ความจริงที่ว่าโลกเรามันกลมในทุกกรณีหรือไม่???
ซึ่งคำตอบก็คือว่า อาจไม่ใช่นะ!!!
เช่น ถ้าเราจะวัดระยะเวลาในการเคลื่อนที่จะจาก A ไปยังจุด B ที่เป็นระยะทางไม่ไกล เราสามารถละทิ้งความรู้ที่ว่า โลกกลม ออกไปได้เลย แต่เรากลับคิดว่าระยะทางนั้นแท้จริงเป็น เส้นตรง และใช้สูตรทางฟิสิกส์พิ้นฐานได้เลย
แต่กลับกัน
ถ้าระยะทางที่ต้องใช้นั้นมันยาวมากขึ้นมากๆ เช่น ระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร และเราทำงานเกี่ยวกับดาวเทียม เราจะคำนวณระยะเวลาที่สัญญาณวิทยุถูกส่งจากสถานีพื้น A ขึ้นไปยังดาวเทียม และถูกส่งกลับมายังสถานี B เราต้องคิดว่า โลกกลม เพื่อความแม่นยำอย่างที่สุด

  3. Be Aware of Your Mental Processes

แม้ว่าเราจะมีความรู้มากมาย แต่นักปราชญ์ หรือผู้เชี่ยวชาญหลายๆคนก็ยังพลาดเพราะสิ่งที่เรียกว่า Cognitive Biases ซึ่งเป็นกระบวนการทางสมองที่ชักนำให้เราคิดผิดพลาดได้อย่างง่ายดาย ซึ่ง Cognitive biases นี้มีมากมายหลายอย่าง เช่น Halo effect, Sunk Cost Fallacy และอื่นๆ

  4. Try Reversing Things

บางครั้ง การลองคิดอะไรที่กลับตารปัตร แต่เป็นแค่ความคิดที่ง่ายๆ แต่ดูแปลกประหลาดในสายตาคนอื่นๆ ก็อาจนำมาซึ่งความคิดดีๆอีกมากมาย เช่น
อย่างคำถามคลาสสิคโลกแตกในอดีตที่ว่า “ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน” ซึ่งในปัจจุบันมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แน่ชัดแล้วว่า ไก่เกิดก่อนไข่
http://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/55300/scibio

5. Evaluate the Existing Evidence

เมื่อเรากำลังหาทางแก้ปัญหาหนึ่งๆ เรามักจะมองหาว่า เคยมีใครเผชิญกับปัญหาเหล่านี้มาก่อนหรือไม่ และเค้ามีทางแก้ปัญหาอย่างไร
แต่เราเองก็ต้องถามคำถามกับตัวเราเองเช่นกันว่า
  • ใครคือผู้ค้นพบ รวบรวมวิธีการแก้ปัญหานั้นๆล่ะ(Who gathered this evidence?)
  • แล้วเค้าค้นพบ หรือรวบรวมมาได้อย่างไร(How did they gather it?)
  • เค้าค้นพบ หรือรวบรวมการแก้ปัญหานั้น ไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร(Why?)
ถ้าเราหมั่นตั้งคำถาม 5 ประเด็นนี้กับเรื่องรอบตัวเราบ่อยๆ รับรองได้ว่า กระบวนการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ อย่างมีหลักการ และเหตุผล ย่อมจะค่อยๆเพิ่มพูนขึ้นในตัวเราอย่างแน่นอนครับ
board-1106649_1920
นอกจากนี้ เมื่อเราคิดได้อย่างเป็นระบบ เรารู้ที่มาที่ไปในปัญหา และเรื่องราวต่างๆแล้ว แต่เราพูด และสื่อสารไม่มีประสิทธิภาพ เอาตั้งแต่ พูดสรุปไม่รู้เรื่อง เป็นคนพูดเรื่องง่ายให้ยากได้อย่างเป็นธรรมชาติเป็นปกติ!!! อธิบายความต้องการ และความเข้าใจของตนเองให้เพื่อนร่วมงาน และลูกน้องไม่ได้
หลายคนคงเคยเจอเจ้าหน้าที่แผนกไอทีที่เก่งมาก แต่ไม่สามารถที่จะอธิบายเรื่องไอทีให้คนทั่วไป หรือแม้แต่ผู้บริหารเข้าใจง่ายๆได้
ก็คงมีปัญหาแน่ๆใช่ไหมครับ
ดังนั้นนอกจากการคิดอย่างเป็นระบบแล้ว Soft skill ที่เราต้องมีอีกอันก็คือ Persuasive skill
ทักษะนี้จะทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเรา เชื่อเราอย่างปราศจากข้อสงสัย
เป็นไปได้เหรอที่คนๆนึงจะเชื่ออีกคนได้อย่างนั้น
เป็นไปได้ครับ ถ้าเค้าเข้าใจในสิ่งที่เราพูดอย่างเห็นภาพในใจของเค้า!!!
ไว้ผมจะมาขยายความเรื่องนี้ต่อในครั้งหน้านะครับ
Credit: https://collegeinfogeek.com/improve-critical-thinking-skills/
คิดปรับมุม BRAINCHEF
DOCTOR T NEURO
ดอกเตอร์ทีนิวโร

One thought on “(ตอนที่ 1)ทักษะอะไรที่ลูกคุณต้องมี…เพื่อให้เป็นนายของ AI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s